คุณเบีย ชัยวัฒน์
คุณเบีย ชัยวัฒน์
เจ้าของธุรกิจค้าขายออนไลน์

“ผมไม่ใช่สายเล่นหุ้น Jitta Ranking ช่วยประหยัดเวลาผม หากทำ Performance ตามแผนแบบนี้ ไม่เกิน 10 ปี ก็ถึงจุดที่ผมไม่ต้องทำงานแล้ว
Jitta Ranking หุ้นสหรัฐฯ ผลตอบแทน +123% (1 ก.พ. 64 – 17 ต.ค. 67)
รีวิว Jitta Wealth
ธุรกิจจะไปต่อหรือไม่ แต่พอร์ตต้องเติบโตพร้อมเกษียณด้วย Jitta Ranking หุ้นสหรัฐฯ
เพราะความแน่นอนคือความไม่แน่นอน การเตรียมตัวเพื่ออนาคตที่มั่นคง เป็นเรื่องที่ทุกคนทุกอาชีพต้องวางแผนการเงินของตัวเองให้ดีและเดินตามเส้นทางที่วาดไว้ เช่นเดียวกับคุณเบีย ชัยวัฒน์ เจ้าของบริษัท Loyally Active ธุรกิจค้าออนไลน์บนเว็ปไซต์ amazon.com ที่ได้เตรียมสร้างพอร์ตการลงทุนของตัวเองให้แข็งแรง เพียงพอที่จะรองรับอนาคตในวันนึงที่ธุรกิจของตัวเองอาจจะต้องเลิกรา ด้วยการลงทุนใน Jitta Ranking หุ้นสหรัฐฯ จนสร้างผลตอบแทนได้ถึง +123% (วันที่ 1 ก.พ. 2564-17 ต.ค. 2567) เอาชนะดัชนี S&P500 ในช่วงเวลาเดียวกันที่ทำได้ +63.87%
จุดเริ่มต้นการลงทุน
พ่อค้าออนไลน์วัย 35 ปีท่านนี้ เก็บเงินที่ได้จากการทำธุรกิจมาลงทุน ด้วยหวังจะต่อยอดเงินที่มีให้งอกเงย สร้างผลตอบแทนทบต้นไปเรื่อยๆ จึงเริ่มลงทุนในหุ้นไทยรายตัว เมื่อราวปี 2559 ซึ่งถือเป็นการเข้าสู่การลงทุนที่ง่ายที่สุดในยุคนั้น
Jitta.com ก็เป็นเครื่องมือหนึ่งที่คุณชัยวัฒน์ใช้ในการเลือกหุ้นไทย เขาไล่ซื้อตามการจัดอันดับหุ้นใน Jitta Ranking โดยเลือกหุ้นคะแนนดีๆ อันดับต้นๆ แบ่งลงทุนเท่าๆ กันแล้วก็ปล่อยไว้ มีปรับพอร์ตบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อครั้งถึงเวลาที่ตลาดหุ้นตก เขากลับตกใจและขายหุ้นออกไป
“การลงทุนที่ผ่านมาก็ไม่ได้มีประสบการณ์ช่ำชองอะไร ก็เล่นๆ ไปในหุ้นไทย เรียกว่าลงทุนแบบสะเปะสะปะมากกว่า ได้มาเท่าไรก็ใส่ตู้มเดียว หุ้นตกทีก็ตกใจขายออก”
นอกจากหุ้นไทย ที่สร้างประสบการณ์ไม่ดีในการลงทุนแล้ว ก่อนมาลงทุนกับ Jitta Wealth คุณชัยวัฒน์ยังเคยได้ไปลองเทรดคริปโทเคอร์เรนซี่ตามกระแสที่บูมสุดๆ เมื่อปี 2020 ซึ่งเขายอมรับว่า นั่นไม่ใช่การลงทุน แต่เป็นการใช้ความโลภล้วนๆ จนทำให้พอร์ตค่อนข้างเละเทะ และเหลือมูลค่าพอร์ตอยู่ไม่ถึง 5% ในเวลานี้
พ่อค้าออนไลน์อย่างเขาค่อยๆ หาความรู้ทางการเงินจากการดาวน์โหลดหนังสือใน Amazon มาอ่าน เน้นไปที่การลงทุนระยะยาวหรือการลงทุนเน้นคุณค่า (Value Investing) พร้อมๆ กับการฟังคลิปคุณเผ่า ตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ซีอีโอ Jitta Wealth
“ผมมองตัวเองเป็นนักลงทุนระยะยาว ไม่ค่อยเก็งกำไร เพราะตั้งแต่แรกลงทุนก็ฟังคุณเผ่ามาพอสมควรก็ได้ Mindset ที่ถูกต้องมาใช้ เลยค่อนข้างจะต่อต้านการเก็งกำไรพอสมควร หนังสือที่อ่านก็จะเน้นระยะยาว เป็นแนว VI ทั้งหมด”
และเมื่อได้ฟังคุณเผ่าพูดถึง Jitta Wealth คุณชัยวัฒน์ฟังแล้วรู้สึกว่าเหมาะกับไลฟ์สไตล์ตัวเองดี เพราะถูกจริตในความเป็น VI มีธีมที่น่าสนใจให้เลือกลงทุนเยอะ ประกอบกับค่าธรรมเนียมที่ต่ำด้วย เขาจึงเปิดพอร์ตแรกด้วย Global ETF ตามมาด้วย Jitta Ranking หุ้นสหรัฐฯ และ Thematic DIY ธีมหุ้นเวียดนาม
Jitta Ranking หุ้นสหรัฐฯ : พอร์ตลูกรัก
แต่เมื่อถามถึงพอร์ตลูกรัก คุณชัยวัฒน์ยกให้กับ Jitta Ranking หุ้นสหรัฐฯ ที่เขาตัดสินใจเลือกลงทุนตั้งแต่วันแรกๆ เพราะได้เห็นกราฟดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐฯ ที่เขามองว่าในระยะยาว ตลาดหุ้นสหรัฐฯ น่าจะเติบโตไปได้เรื่อย ๆ ทำให้เขาสนใจหุ้นสหรัฐฯ เป็นพิเศษ นอกจากนี้การทำธุรกิจใน amazon.com ยังทำให้เขาค่อนข้างคุ้นเคยกับเศรษฐกิจสหรัฐฯ มานาน
อย่างไรก็ตามในช่วงแรกของการลงทุนเรียกว่าไม่ได้สวยหรูนัก มีบทเรียนให้เขาได้ศึกษาอยู่มาก โดยเฉพาะการทดสอบอารมณ์ในจังหวะที่ตลาดหุ้นตกรุนแรง ในจังหวะนั้น เขารู้สึกว่าเสี่ยงเกินไปแล้ว จึงตัดสินใจรีบขายหุ้นที่มีใน Jitta Ranking หุ้นสหรัฐฯ ออกไปกว่าครึ่งพอร์ต แต่แล้วตลาดหุ้นก็กลับตัว บวกสวนกลับขึ้นมาให้เขาเสียดายเล่น อีกประสบการณ์ที่เขามองว่าแย่ที่สุดที่เคยเจอ คือจังหวะที่หุ้นตก และค่าเงินแข็งค่า เรียกว่าโดน 2 เด้ง ทำให้มูลค่าพอร์ตของเขาปรับลดลงหนักกว่าเดิม
ความตั้งใจของเขาคืออยากให้เงินงอกเงยไปเรื่อยๆ ในระยะยาว ได้เห็นดอกเบี้ยทบต้นไปเรื่อยๆ แต่เมื่อผลตอบแทนไม่เป็นไปอย่างที่คิดไว้ บทเรียนที่ได้รับทำให้ในช่วงสองปีที่ผ่านมาคุณชัยวัฒน์เร่งหาความรู้มากขึ้นว่าจะจัดพอร์ตอย่างไร และควรมี Mindset อย่างไรเวลาหุ้นลง เพื่อให้สามารถถือหุ้นได้ยาวขึ้น และ DCA ไปเรื่อยๆ เขาพบว่าปัญหาหลักเกิดจากการจัดพอร์ตของตัวเอง
“อย่างหุ้นเวียดนามเมื่อก่อนใส่ไปเยอะ ตู้มเดียวแล้วพอตลาดตก พอร์ตก็ตกไปเยอะ หรือหุ้นสหรัฐฯ 1-2 ปีก่อนที่ตกเยอะๆ เราก็ตกใจ แย่แล้ว รีบขาย แต่พอรีบขายไปได้ไม่นานก็บวกสวนกลับมาเร็วมากเสียอย่างนั้น ทำให้รู้ว่าไม่น่ารีบขายเลย เรากลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ ศึกษาอย่างจริงจังว่าทำไมพอร์ตไม่ได้เป็นอย่างที่เราต้องการ ก็พบว่าเป็นเพราะการจัดพอร์ตของตัวเอง วันนี้ผมเลยเริ่มต้นแบ่งสัดส่วนการลงทุนมากขึ้น”
แผนการลงทุนใหม่ในแบบฉบับคุณชัยวัฒน์ มาจากการนำโมเดลพอร์ตของนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จหลายรายมาเรียนรู้และปรับสัดส่วนให้เหมาะสมกับตัวเอง โดยมีสัดส่วนของหุ้นสหรัฐฯ 40% หุ้นประเทศพัฒนาแล้ว 14% หุ้นประเทศเกิดใหม่ 14% พันธบัตร 25% ทองคำ 7% และกลยุทธ์การลงทุนภายใต้ asset allocation นี้ คุณชัยวัฒน์ใช้หลักในการเติมพอร์ตในแต่ละช่วงเวลาเพื่อรักษาสัดส่วนของพอร์ตเอาไว้ตามที่ตั้งใจ
“ผมพยายามทยอยเติมพอร์ต เพื่อให้คงสัดส่วนการลงทุนเอาไว้ หากช่วงไหนหุ้นตัวไหนขึ้นเกินสัดส่วนก็พยายามไปเติมอีกตัวที่ราคายังลงอยู่ เช่นหากหุ้นสหรัฐฯ ขึ้นเยอะก็จะไปตลาดอื่นบ้าง”
และจากที่ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดที่เกิดขึ้น ทำให้คุณชัยวัฒน์วางแผนการลงทุนได้ดีกว่าเดิม วันนี้เขาไม่ต้องตื่นตกใจกับภาวะตลาดตกจนรีบขายหุ้นอีกแล้ว เพราะได้มีการเตรียมเงินก้อนใหญ่ที่กันเอาไว้เป็นเงินสำรอง ยามที่ตลาดหุ้นตก เขาก็นำเงินส่วนนี้ไปเพิ่มทุน
ปักธงลงทุนคู่ธุรกิจรอวันเกษียณ
เป้าหมายใหญ่ของแผนการลงทุนที่วางไว้ เพื่อรองรับการเกษียณของตัวเอง โดยเฉพาะในวันที่ธุรกิจที่ทำอยู่อาจจะไม่ได้ไปต่อ เขาตั้งใจให้ช่วงระยะเวลา 10 ปีจากนี้เป็นช่วงของการสั่งสมพอร์ตให้แข็งแกร่งในระยะยาว พร้อมที่จะให้เงินทำงานสร้างผลตอบแทนในระดับ 7-10% ต่อปี ซึ่งเขามองว่า การถอนออกมาสัก 3% เพื่อใช้จ่ายในชีวิตประจำวันก็น่าจะเพียงพอ
“เป้าหมายคืออยู่ให้ได้ด้วยผลตอบแทน เพราะอนาคตธุรกิจผมก็อาจจะไม่มีอยู่ต่อไป เราก็ไม่รู้หรอก วันนี้ก็ยังทำงานได้อยู่ แต่ถ้าวันนึงธุรกิจเราอาจจะไปไม่รอด ผมก็ยังมีเงินอีกก้อนนึงที่มันสร้างผลตอบแทนให้ผมอยู่ หากทำได้ปีละ 10% ก็น่าจะแฮปปี้แล้ว ซึ่งเวลานี้ก็ได้เกินกว่าเป้าหมายแล้ว แต่ก็ต้องดูเฉลี่ยทุกปี บางปีหุ้นอาจจะตกหนัก แต่เชื่อว่าต่อให้หุ้นตกทั่วโลก ผมก็มั่นใจว่าพอร์ตของผมจะไม่ได้รับผลกระทบมาก เพราะมีการจัดสัดส่วนมาแล้ว และผมมีแผนไว้แล้ว หากนำเงินที่มีไปลงทุนทั้งหมดและได้ผลตอบแทนตามที่คาดหวัง ผมก็คิดว่าไม่เกิน 10 ปี ตามแผนก็ไปถึงจุดที่ผมไม่ต้องทำงานแล้วก็ได้”
ทุกวันนี้คุณชัยวัฒน์ พยายามที่จะเข้ามาเปิดดูพอร์ตแค่สัปดาห์ละครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดอารมณ์หวั่นไหวไปกับตลาด หรือหากพบว่าพอร์ตติดลบจริง ก็ไม่สนใจ เดินหน้า DCA ไปเรื่อย ๆ ซึ่งการที่เขาได้มาลงทุนกับ Jitta Ranking สร้างความประทับใจในการลงทุนที่ช่วยให้เขาประหยัดเวลาชีวิตไปได้มาก
“ประทับใจ Jitta Ranking ที่ช่วยให้ผมไม่ต้องมาคัดหุ้นรายตัว เหมือนการลงทุนด้วยตัวเอง และปรับพอร์ตให้ทุกๆ 3 เดือน ประหยัดเวลาผมได้มาก เพราะผมก็ไม่ใช่สายเล่นหุ้น ไม่ได้มีเวลามาดูหุ้นรายตัว หากทำ Performance ได้แบบนี้ได้ผมก็โอเค”






