คุณวริทธิ นวมงาม
จากที่ต้องเฝ้าจอ ก็พร้อมลุยงานได้ ด้วยการลงทุนที่เป็นระบบ
วริทธิ นวมงาม
Developer

“เมื่อเทียบกับกองทุนอื่นๆ Jitta Wealth ผลตอบแทนบวกชัดเจนกว่า จึงตั้ง Auto DCA เพื่อเปลี่ยนเงินลงทุนให้มาอยู่กับ Jitta Wealth เยอะขึ้น” Thematic DIY ผลตอบแทน +15.97% (31 ม.ค. 68-11 ม.ค. 69)
จากที่ต้องเฝ้าจอ ก็พร้อมลุยงานได้ ด้วยการลงทุนที่เป็นระบบ | รีวิว Jitta Wealth
การค้นหาเส้นทางลงทุนที่เหมาะกับตัวเอง และผลตอบแทนดีด้วย แต่ละคนอาจจะใช้เวลาแตกต่างกัน แต่สำหรับคุณวริทธิ นวมงาม นักพัฒนาซอฟต์แวร์จากบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง เขาใช้เวลาไม่นานนัก เพื่อจะรู้วิธีลงทุนให้พอร์ตเติบโตไปพร้อมกับหน้าที่การงาน โดยมีพอร์ตลูกรักคือ Thematic DIY ผลตอบแทน +15.97% (31 ม.ค. 68-11 ม.ค. 69)
คุณวริทธิ เริ่มต้นเส้นทางการลงทุนตั้งแต่เรียนจบใหม่ ๆ หากนับถึงวันนี้ก็เป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว จุดเริ่มต้นของเขาไม่ต่างจากนักลงทุนส่วนใหญ่ คือการลงทุนในหุ้นไทย พร้อมกับการเรียนรู้ด้วยตัวเอง ลองผิดลองถูกไปตามประสบการณ์
ช่วง 3 ปีแรก คุณวริทธิเลือกลงทุนและเทรดหุ้นด้วยการติดตามข้อมูลข่าวสาร วิเคราะห์ด้วยตัวเอง และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับเพื่อน ๆ ผลตอบแทนในเวลานั้นไม่ได้โดดเด่นมากนัก ตลาดหุ้นไทยค่อนข้างนิ่ง ดัชนีเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบแคบ กำไรเฉลี่ยอยู่ราว 1–2% ต่อปี แม้จะไม่ขาดทุน แต่ก็ยังไม่ใช่การเติบโตที่ตอบโจทย์เป้าหมายในระยะยาว
ในเวลานั้น เขายอมรับว่าตัวเองเป็นนักลงทุนสายเทรดมากกว่าสาย VI เงินลงทุนยังไม่มาก และด้วยภาระหน้าที่การทำงาน ทำให้ไม่สามารถติดตามตลาดได้ตลอดเวลา การเลือกหุ้นจึงอาศัยการแชร์ข้อมูลและตัดสินใจร่วมกับเพื่อนเป็นหลัก
การลงทุนที่ดี คือการลงทุนให้เหมาะกับชีวิตจริง
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังช่วงโควิด-19 เมื่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว คุณวริทธิสามารถทำกำไรได้พอสมควร แต่ขณะเดียวกันเขาก็เริ่มตระหนักชัดว่า ชีวิตการทำงานที่เติบโตขึ้น มาพร้อมความรับผิดชอบและเวลาที่ลดลง การนั่งเฝ้าจอหรือวิเคราะห์หุ้นด้วยตัวเองอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมอีกต่อไป
“การใช้เทคโนโลยีในการลงทุนมันสะดวกกว่าทำเองทุกอย่าง ช่วงหลังๆ ผมไม่ค่อยมีเวลาที่ทำงานเสร็จจะมานั่งตามหุ้นเหมือนเมื่อก่อน เดี๋ยวนี้แทบจะตัดเวลาส่วนนั้นไปเลย”
แม้จะรู้จัก Jitta มาตั้งแต่สมัยยังเรียนไม่จบ จากการเข้าร่วมค่าย YWC และได้ฟังแนวคิดจากพี่ฮันท์ ศิระ สัจจินานนท์ (CTO ของ Jitta) แต่ในช่วงแรก เงินลงทุนขั้นต่ำในการเปิดพอร์ตกับ Jitta Wealth ยังเริ่มต้นหลักล้าน เรียกว่าสูงเกินกำลังของเด็กจบใหม่อย่างเขา กระทั่งปี 2564 เมื่อมีการปรับเงินลงทุนขั้นต่ำเหลือ 100,000 บาท คุณวริทธิจึงตัดสินใจเปิดพอร์ตแรกด้วย Global ETF เพื่อเริ่มต้นการลงทุนอย่างจริงจัง
“เหตุผลที่เลือกเปิด Global ETF ก่อน เพราะมองว่าเป็นพอร์ตที่มีความเสี่ยงไม่สูงมากนัก และมีเป้าหมายผลตอบแทนที่ระดับ 8% ต่อปี เหมาะกับคนทำงานที่อยากลงทุนโดยไม่ต้องคอยติดตามตลาดบ่อย ๆ”
ยอมติดลบช่วงแรกเพื่อผลตอบแทนที่ก้าวกระโดด
หลังจากนั้นประมาณ 3–4 เดือนถัดมา คุณวริทธิได้เปิดพอร์ต Thematic Optimize ตามมา แม้ในช่วงแรกพอร์ตจะติดลบค่อนข้างมาก แต่ด้วยความเข้าใจในแนวคิดการลงทุนระยะยาว เขาเลือกที่จะไม่ทำอะไรเพิ่มเติม และปล่อยให้ระบบทำงานตามหลักการที่ตั้งไว้ จนเวลาผ่านไปประมาณหนึ่งปี พอร์ตเริ่มกลับมาบวก และเติบโตต่อเนื่องจนแตะระดับเกือบ 50% แม้จะได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าแล้วก็ตาม
เมื่อเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจน คุณวริทธิจึงเริ่มตั้ง Auto DCA ทั้งในพอร์ต Global ETF และ Thematic Optimize อย่างต่อเนื่องเป็นเวลากว่า 2 ปี แต่ปัจจุบันเขาปรับพอร์ตใหม่ โดยย้ายเงินจาก Global ETF มายัง Thematic DIY เมื่อต้นปีก่อน เพราะรู้สึกว่าอยากเห็นการเติบโตมากขึ้น หลังจากที่ได้เห็นผลตอบแทนที่ดีจาก Thematic Optimize ชัดเจน
ทำให้ทุกวันนี้เขาเหลือแค่พอร์ต Thematic Optimize และ Thematic DIY แค่ 2 พอร์ต ซึ่งพอร์ต Thematic DIY ที่เขาเลือกเอง ประกอบด้วยธีมหุ้นเทคโนโลยีสหรัฐฯ และหุ้นสหรัฐฯ เกือบครบ 1 ปี เวลานี้ผลตอบแทนเติบโตไป +15.97% (31 ม.ค. 68-11 ม.ค. 69) แล้ว
“ผมเริ่มตั้ง Auto DCA มาเกิน 2 ปีได้แล้ว พยายามเปลี่ยนเงินลงทุนให้มาอยู่กับ Jitta Wealth เยอะขึ้น หลังจากที่เปรียบเทียบกับที่เราลงทุนเองในกองทุนอื่นๆ ก็เริ่มเห็นแล้วว่า กองของ Jitta Wealth ผลตอบแทนบวกชัดเจนกว่าก็เลยตั้ง DCA ไปเลย”
นำเงินออมมาลงทุน แม้พอร์ตติดลบก็ไม่ตื่นกลัว
ตลอดเส้นทางการลงทุน คุณวริทธิเคยเผชิญกับช่วงเวลาที่พอร์ตติดลบถึง 20% แต่เขาเลือกไม่ตื่นตระหนก เพราะมองว่าเป็นการลงทุนระยะยาว และเป็นเงินเก็บที่ไม่ได้กระทบต่อการใช้ชีวิต หากย้อนกลับไปในอดีต เขาเคยเจอพอร์ตหุ้นไทยติดลบถึง 50% มาแล้ว ประสบการณ์ครั้งนั้นทำให้เขาเรียนรู้ที่จะจัดการอารมณ์และความเสี่ยงได้ดีขึ้น
สำหรับคุณวริทธิ การลงทุนไม่จำเป็นต้องมีเป้าหมายระยะสั้นที่ชัดเจนเสมอไป เขามองเงินลงทุนเหล่านี้ในระยะยาว ไม่ได้เร่งนำไปใช้กับเป้าหมายอย่างบ้านหรือรถในอนาคตอันใกล้
ในฐานะ Developer เขามองว่าเทคโนโลยีคือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยประหยัดเวลา และทำให้การลงทุนมีระบบมากขึ้น ไม่ต้องเสียเวลาวิเคราะห์หุ้นทีละตัวเหมือนในอดีต แต่ยังสามารถลงทุนได้อย่างต่อเนื่องและมีวินัย
ท้ายที่สุด คุณวริทธิฝากมุมมองถึงนักลงทุนคนอื่นว่า หากรู้ตัวว่าไม่มีเวลามากพอ อย่าฝืนลงทุนด้วยตัวเอง การเลือกเครื่องมือหรือแพลตฟอร์มที่เหมาะสม จะช่วยลดภาระทั้งเวลาและพลังงาน และทำให้สามารถเดินบนเส้นทางการลงทุนระยะยาวได้อย่างมั่นคงกว่าเดิม
“หากเรารู้ตัวว่าไม่มีเวลาตั้งแต่แรก ก็อย่าไปเสียเวลาลงทุนเองเลย หาเครื่องมือช่วยดีกว่า”






