คุณชยุตพล สุขแก้ว
ปักหมุดหมายสร้างวงจร “ดอกผล” ส่งความมั่นคงสู่รุ่นลูก
คุณชยุตพล สุขแก้ว
ที่ปรึกษาทางการเงิน

“ผมเป็นสาย Passive รอคอยได้ ถือหุ้นพื้นฐานดีมีแนวโน้มเติบโต แล้วเอาเวลาไปทำงาน ช่วงตลาดผันผวนก็ไม่เปิดพอร์ตดูบ่อยๆ แต่ Jitta Wealth ก็ยังจัดการความเสี่ยงได้ดี”
Global ETF +14.46% (13 ม.ค. 2565 – 26 พ.ย. 2568)
ปักหมุดหมายสร้างวงจร “ดอกผล” รีวิว Jitta Wealth ส่งต่อความมั่นคงสู่รุ่นลูก
ความรู้อย่างเดียวไม่เพียงพอที่จะนำพาพอร์ตลงทุนให้เติบโตไปได้ เช่นเดียวกับ คุณอาร์ต ชยุตพล สุขแก้ว ที่ปรึกษาทางการเงิน บริษัท AIA จำกัด ควบกับบริษัทหลักทรัพย์อีกแห่ง การันตีได้ถึงความรู้ทางการเงินที่เรียกว่าไม่น้อยเลยทีเดียว แต่ถึงกระนั้นก็ยังมีอุปสรรคใหญ่อย่าง “เวลา” ที่เขาต้องใช้ไปกับการวางแผนและบริหารพอร์ตลงทุนของลูกค้าทั้ง 2 บริษัท จนไม่มีเวลาที่จะมาบริหารพอร์ตของตัวเองให้งอกเงยได้
ก่อนจะเข้าสู่ถนนสายการลงทุน
ปัจจุบันคุณอาร์ตอายุ 33 ปี จริงๆ แล้วเขาเรียนจบด้านภาพยนต์มา แต่จับพลัดจับผลูได้เข้ามาทำงานในฝั่งการเงินจึงไปสอบเป็นตัวแทนประกัน และสอบใบอนุญาตแนะนำการลงทุน รวมถึงเรียนด้าน Corporate Finance เพิ่มเติม จนกลายเป็นเส้นทางสู่สายการเงินเต็มตัวเมื่อ 7 ปีก่อน และเริ่มลงทุนจริงจังมาได้ราว 6 ปีแล้ว
“เดิมทีไม่ได้มีแบ็กกราวนด์ด้านนี้มาเลย แต่ว่าเราเริ่มมองว่าเรื่องบริหารเงินเป็นเทรนด์ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา หรือช่วงก่อนโควิด จึงเริ่มจากเป็นตัวแทนประกันก่อน แล้วค่อยเริ่มขยับมาศึกษาการลงทุนอื่นๆ เพิ่มเติม”
เขามองว่าประกันช่วยวางแผนความเสี่ยงได้ดี จึงเริ่มจากการทำประกันเพื่อลดหย่อนภาษี เมื่อใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเต็มที่แล้ว จึงมองหาการลงทุนรูปแบบอื่นเพื่อต่อยอดเงินก้อนที่เหลือ เริ่มแรกเขาลองทั้งหุ้น และคริปโทเคอร์เรนซี แต่ก็รู้สึกกังวลว่าการ all in ในหุ้นตัวเดียว ไม่น่าจะปลอดภัยขนาดนั้น เพราะตารางชีวิตที่มีก็ไม่ได้ว่างพอที่จะไปเป็นสาย Technical ขนาดนั้น
Jitta Wealth เข้าใจง่าย เหมาะกับคนมีเวลาน้อย
จนกระทั่งได้มาเจอ Jitta Wealth แล้วรู้สึกว่าเข้าใจง่ายไม่ซับซ้อน จึงเริ่มแบ่งเงินมาลงทุน
“ผมรู้สึกว่าการลงทุน ถ้าลูกค้าเห็นว่ามันซับซ้อน มันจะเข้าถึงยาก แต่ Jitta Wealth ดูไม่ซ้บซ้อน ดูจริงใจกับลูกค้า”
คุณอาร์ตเล่าย้อนไปว่าได้รู้จัก Jitta Wealth จากงาน Money Expo ตอนนั้นเขาสะกิดใจคำเดียวที่ว่า “ค่าธรรมเนียมต่ำ”
พอร์ตแรกที่ลงทุนคือ Global ETF และ Thematic DIY ที่เขาเปิดพร้อมกัน แต่ให้น้ำหนักกับ Global ETF เพราะเห็นว่าเป็นการไปลงใน ETF ของ Vanguard ค่อนข้างเยอะ ซึ่งเป็น Index Fund ค่าธรรมเนียมต่ำ และในช่วงหลังเขาโยกพอร์ต Thematic DIY มารวมไว้ในพอร์ Global ETF
ซื้อแล้วถือยาว Passive ตามแบบ “วอร์เรน บัฟเฟตต์”
เพราะทำงานในสายการเงินอยู่แล้ว และผ่านแบบประเมินความเสี่ยงบ่อยๆ คุณอาร์ตอายุยังน้อย จึงยอมรับความเสี่ยงได้ค่อนข้างสูง แต่ด้วยข้อจำกัดด้านเวลา เขาจึงเลือกที่จะไม่เป็นสายเทรด
“ลงทุนหุ้นรายตัวก็มีลงทุนแต่เลือกเฉพาะบริษัทที่ผมใช้บริการจริง เช่น ร้านอาหาร หรือสินค้าไลฟ์สไตล์ จริงๆ ผมชอบสไตล์ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” คือซื้อยาว ถือยาว เงินทบต้นคือสิ่งที่ผมเชื่อเรื่องทำงานแล้วได้เงินและถนัดแบบนี้มากกว่าการนั่งจ้องกราฟ”
เป้าหมายการเงินที่ยิ่งใหญ่: สร้าง “ดอกผล” ส่งต่อความมั่นคง
แม้เป้าหมายทางการเงินของคุณอาร์ตคือเพื่อเกษียณ แต่ใหญ่ไปกว่านั้นแผนของเขาหลังจากนี้คือจะสร้างทรัสต์ขนาดใหญ่สักกองนึงเพื่อสร้าง “ดอกผล” ที่ได้จากเงินลงทุน เตรียมไว้ให้ลูกที่กำลังจะเกิดมาได้เอาไว้ใช้ในอนาคต เพื่อตัดวงจรความ “ไม่มี” ของครอบครัว เพราะบทเรียนในอดีตที่ได้เรียนรู้จากรุ่นพ่อแม่ที่ไม่เคยรู้จักการลงทุนมาก่อน ทำให้เขาต้องการทำลายวงจรความไม่มั่นคงทางการเงิน คุณอาร์ตมุ่งมั่นที่จะสร้างรากฐานที่มั่นคงทางการเงินให้ครอบครัว
“ตอนนี้ยังไม่มีลูกครับ แต่คิดไว้แล้วว่าอยากสร้างวงจรใหม่ให้ครอบครัว เพราะว่า พ่อเป็นข้าราชการ แม่เป็นพนักงานบริษัท ไม่มีความเข้าใจเรื่องการลงทุน แล้วเราไม่อยากเป็นแบบนั้น ผมเป็นคนตั้งต้นในครอบครัวที่เริ่มลงทุน ถ้าผมปั้นพอร์ตให้เยอะพอที่จะใช้แต่เงินปันผลให้ครอบคลุมค่าใช้จ่ายในอนาคต แล้วส่งต่อหลักการนี้ อย่างน้อยลูกจะมีฟูกหรือ Spring Board Fund ที่เอาไว้ รับปันผลไว้ใช้ในชีวิต โดยที่เขาไม่ต้องบริหารจัดการอะไรมากหากเงินต้นมากพอ”
กลยุทธ์บิลด์พอร์ต: ล่ำซำ+DCA
กลยุทธ์การบิลด์พอร์ตให้มีดอกผลเพียงพอของคุณอาร์ตคือการปิดจบเรื่องการลดหย่อนภาษีก่อน แล้วจึงลงทุนแบบล่ำซำ+DCA เพราะรายได้ที่เข้ามาจะมีทั้งรูปของโบนัสที่มีมาเป็นระยะ บวกกับค่าคอมมิชชั่นจากงานที่เขาสามารถนำมาเติมพอร์ตเป็นรอบๆ ขณะเดียวกัน เขายังตั้ง DCA เอาไว้ประมาณเดือนละ 15,000 บาทอีกด้วย
“ผมไม่มีเวลามาก พอได้มาฟังคุณ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” บอกว่าให้ซื้อหุ้นโลกไปเลย อย่าง Global ETF ที่ค่าธรรมเนียมต่ำอยู่แล้ว แล้วก็เน้น Passive Fund เป็นหลัก ลงไปเรื่อยๆ”
ฝ่าความผันผวนด้วยสไตล์ Passive
ประสบการณ์ลงทุนที่ผ่านมาคุณอาร์ตเจอความผันผวนมาก็หลายครั้ง โดยเฉพาะสินทรัพย์ที่เขาลงทุนอยู่ค่อนข้างหลากหลาย กระจายไปหลายสินทรัพย์ ทั้งหุ้นไทย หุ้นต่างประเทศ ETF ทองคำ และคริปโทเคอร์เรนซี เมื่อตลาดใดผันผวน แนวทางการจัดการอารมณ์ตัวเองคือจะไม่เข้าไปดูบ่อยๆ หรือเฉลี่ยเขาจะเปิดพอร์ตดูอาทิตย์ละครั้ง โดยที่ไม่ได้เข้าไปจัดการอะไรมาก เพราะในภาวะตลาดผันผวน เขาเข้าใจว่าพอร์ตมีขึ้นลงเป็นปกติ และที่สำคัญหุ้นที่เขาถือล้วนเป็นหุ้นที่มีแนวโน้มเติบโตในระยะยาว
“ต้องเข้าใจก่อนว่าผมเป็นสาย Passive ผมรอคอยได้ หุ้นที่ถืออยู่เราก็เลือกหุ้นพื้นฐานดีมีแนวโน้มเติบโต เช่น Apple, Amazon, Meta, Google เราก็เชื่อมั่นเราก็เติมเงิน แล้วเอาเวลาไปทำงานดีกว่า ไม่ซับซ้อน หรือแม้จะเป็นช่วงตลาดผันผวนมากๆ ผมก็ไม่เปิดพอร์ตดูบ่อยๆ เพราะเวลาตลาดตกแรงๆ เปิดมาก็เห็นว่ามันลงนะ แต่ก็รู้สึกว่ามันไม่ได้แย่ โดยเฉพาะพอร์ต Jitta Wealth ยังจัดการความเสี่ยงได้ดี ไม่เหมือนพอร์ตหุ้นไทยบางตัวที่ลบไป 30%”สุดท้ายคุณอาร์ตยังได้แบ่งปันแนวทางการเผชิญความผันผวนอีกว่า
“อย่างแรกคือ “อย่าดูพอร์ตบ่อย” เพราะช่วงที่ตลาดผันผวนจะมีอารมณ์มาเกี่ยวมากเลย ทำให้เราตัดสินใจผิดง่ายมาก ควรรู้สไตล์การลงทุนของตัวเองก่อน ถ้าเป็นสายถือยาวก็ไม่ต้องกังวลกับความผันผวนระยะสั้น แต่ถ้าเป็นสาย Active ก็ต้องมีเกณฑ์ชัดเจนว่าจะขายเมื่อไร สำหรับผม ผมเชื่อในหุ้นโลก หุ้นเติบโตที่มีพื้นฐานดี และใช้เวลาไปทำงานหาเงินมาเติมพอร์ตดีกว่า”






