All CategoryJitta Wealth

ส่องโอกาสลงทุน กับ 4 ตลาดหุ้นหลักของโลก ปี 2569

peat 20 กุมภาพันธ์ 2026

ไฮไลต์ 

  • สหรัฐฯ : ผู้นำนวัตกรรมโลกที่ขับเคลื่อนด้วยกลุ่มเทคโนโลยี และ AI โดยเฉพาะกลุ่มซอฟต์แวร์และไซเบอร์ซีเคียวริตี้ พร้อมจับตาทิศทางดอกเบี้ยและการเลือกตั้งกลางเทอม
  • จีน: การเปลี่ยนผ่านสู่ ‘เทคโนโลยีสีเขียว’ และรถยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยมีมาตรการกระตุ้นจากภาครัฐช่วยหนุนหุ้นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคและหุ้นคุณค่า 
  • ญี่ปุ่น: ยุคฟื้นฟูจากการปฏิรูปธรรมาภิบาล เน้นกลุ่มหุ่นยนต์อุตสาหกรรมและยานยนต์ พร้อมโอกาสทำ New High จากนโยบายคืนกำไรให้ผู้ถือหุ้น
  • ฮ่องกง: ประตูสู่เอเชียที่ผันตัวสู่ Digital Hub โดยมีหุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่จีนเป็นตัวชูโรง และได้รับอานิสงส์จากสภาพคล่องเงินทุนจีนแผ่นดินใหญ่
  • กลยุทธ์การลงทุน Jitta Ranking Alpha: การบริหารพอร์ตด้วย Alpha AI ที่วิเคราะห์คัดเลือกตลาดและหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดจาก 4 ตลาดหลัก โดยรีวิวปรับตลาดหุ้นให้ทุกปี พร้อมคัดเลือกหุ้นดีราคาถูกมาจัดพอร์ต และปรับพอร์ตหุ้นให้ทุก 3 เดือน

ตอนนี้การลงทุนต่างประเทศ กลายเป็นหมุดหมายใหม่ของนักลงทุนไทย ด้วยช่องที่ทำให้สามารถลงทุนได้สะดวกมากขึ้น ตลาดหุ้นหลายๆ ประเทศกลายมาเป็นเป้าหมายให้ใครหลายๆ คนเข้าไปคว้าโอกาส 

บทความนี้จะพาไปรู้จักกับ 4 ตลาดหุ้นหลักของโลก อย่าง สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง สรุปจุดเด่น ความน่าสนใจ และสิ่งที่ต้องจับตา เพื่อให้คุณตัดสินใจลงทุนได้ตรงตามความต้องการที่สุด

ทำความรู้จักตลาดหุ้นสหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตลาดหุ้นที่ใหญ่และมีสภาพคล่องสูงที่สุดในโลก เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีและนวัตกรรม

  • ตลาดหุ้นหลัก:
    • NYSE (New York Stock Exchange): เน้นหุ้นอุตสาหกรรมดั้งเดิมและบริษัทขนาดใหญ่ยักษ์
    • NASDAQ (National Association of Securities Dealers Automated Quotations): เน้นหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ
  • Market Cap (รวมทั้งประเทศ): ประมาณ 62-65 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ใหญ่ที่สุดในโลก)
  • ดัชนีหลัก:
    • S&P 500: ดัชนีที่รวม 500 บริษัทที่ใหญ่ที่สุด 
    • Nasdaq 100: ดัชนีหุ้นเทคโนโลยีชั้นนำ
    • Dow Jones (DJIA): ดัชนีที่รวมหุ้น ‘Blue Chip’ หรือบริษัทที่มีความมั่นคงสูง 30 บริษัท

ตลาดหุ้นจีน

ตลาดหุ้นที่สะท้อนเศรษฐกิจภายในของจีนแผ่นดินใหญ่ มีขนาดใหญ่เป็นอันดันต้นๆ ของโลก มีความโดดเด่นเฉพาะตัวจากการที่นโยบายภาครัฐมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนทิศทางตลาด

  • ตลาดหุ้นหลัก:
    • SSE (Shanghai Stock Exchange): ตลาดหุ้นเซี่ยงไฮ้ (เน้นรัฐวิสาหกิจและอุตสาหกรรมใหญ่)
    • SZSE (Shenzhen Stock Exchange): ตลาดหุ้นเซินเจิ้น (เน้นเทคโนโลยีและเอกชนรุ่นใหม่)
    • BSE (Beijing Stock Exchange): ตลาดหุ้นปักกิ่ง (เน้น SME สายเทคโนโลยี)
  • Market Cap (รวมทั้งประเทศ): ประมาณ 11-13 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ใหญ่อันดับ 2 ของโลก)
  • ดัชนีหลัก:
    • CSI 300: รวมหุ้นเด่น 300 ตัวจากทั้งเซี่ยงไฮ้และเซินเจิ้น
    • Shanghai Composite: ดัชนีรวมของตลาดเซี่ยงไฮ้

ตลาดหุ้นญี่ปุ่น

ตลาดหุ้นที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และกำลังกลับมาเป็นจุดสนใจจากนโยบายปฏิรูปธรรมาภิบาล

  • ตลาดหุ้นหลัก:
    • TSE (Tokyo Stock Exchange หรือ JPX (Japan Exchange Group): ตลาดหุ้นโตเกียว ปัจจุบันตามโครงสร้างใหม่แบ่งออกเป็น 3 ระดับตามคุณภาพและขนาน ได้แก่
      • Prime Market (ตลาดพรีเมียม): บริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ที่เป็นระดับ Blue Chip
      • Standard Market (ตลาดมาตรฐาน): บริษัทขนาดกลางที่เน้นการทำธุรกิจในประเทศ หรือบริษัทที่มีประวัติยาวนาน
      • Growth Market (ตลาดเติบโต): บริษัทสตาร์ตอัป หรือบริษัทที่มีนวัตกรรมสูงแต่ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
  • Market Cap (รวมทั้งประเทศ): ประมาณ 8.1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ใหญ่ที่สุดในเอเชียถัดจากจีน)
  • ดัชนีหลัก:
    • Nikkei 225: ดัชนีหุ้น Blue Chip 225 บริษัท (คำนวณจากราคาหุ้น)
    • TOPIX: ดัชนีที่ครอบคลุมหุ้นเกือบทั้งตลาด (คำนวณจากมูลค่าตลาด)

ตลาดหุ้นฮ่องกง

ประตูสู่จีนแผ่นดินใหญ่ ศูนย์กลางการเงินอันดับ 4 ของโลก

  • ตลาดหุ้นหลัก:
    • HKEX (Hong Kong Exchanges and Clearing): ตลาดหุ้นฮ่องกง รวมบริษัทจีนที่เป็นแบรนด์ฮิตระดับโลกมากมาย
  • Market Cap (รวมทั้งประเทศ): ประมาณ 6.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ซึ่งเกือบ 80% คือบริษัทจากจีนที่มาจดทะเบียน)
  • ดัชนีหลัก:
    • HSI: ดัชนีที่รวมหุ้นใหญ่ที่สุดในฮ่องกง
ภาพทำความรู้จัก 4 ตลาดหุ้นหลักของโลก
สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง สรุปความน่าสนใจ และแนวโน้มปี 2569 โดย Jitta Wealth

อุตสาหกรรมเด่น และแนวโน้มน่าสนใจปี 2569

สหรัฐฯ: ยุคทองของเทคโนโลยี AI

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังคงรับบท ‘ผู้นำเทรนด์โลก’ แม้จะมีความกังวลเรื่องฟองสบู่หุ้นเทคโนโลยีบ้าง แต่ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง

  • อุตสาหกรรมเด่น: กลุ่มเทคโนโลยี และ AI 
  • แนวโน้มที่น่าสนใจ:
    • บริษัทเทคฯ ยังเติบโตต่อเนื่อง หุ้นกลุ่มนวัตกรรมยังคงเป็นที่ต้องการของตลาด
    • AI Supercycle: แนวโน้มจะย้ายจากผู้ผลิตชิป ไปสู่บริษัทที่นำ AI ไปใช้สร้างรายได้ เช่น กลุ่มซอฟต์แวร์ คลาวด์ และ ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ รวมถึงความต้องการพลังงานที่พุ่งสูงเพื่อรองรับ Data Center
  • ประเด็นที่ต้องจับตา:
    • ทิศทางดอกเบี้ย: แม้ดอกเบี้ยจะมีแนวโน้มลดลง แต่ต้องจับตาว่าจะเป็นการลดแบบประคองเศรษฐกิจ หรือปัจจัยอื่นๆ หากอัตราการว่างงานพุ่งสูงขึ้น ตลาดอาจมีความกังวลเรื่องการถดถอย
    • นโยบายเศรษฐกิจ และการเมือง: มาตรการภาครัฐส่งผลกระทบต่อความผันผวนของตลาดทุน และการก้าวเข้าสู่ช่วงเลือกตั้งกลางเทอม (Midterm Elections) อาจทำให้ตลาดหุ้นผันผวนมากขึ้น

จีน: ยุคการปฏิรูปสู่ความยั่งยืนและเทคโนโลยีขั้นสูง

จีนกำลังเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจที่เน้นอสังหาริมทรัพย์ ไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วย ‘เทคโนโลยีสีเขียว’

  • อุตสาหกรรมเด่น: กลุ่มอีคอมเมิร์ซ และ EV
  • แนวโน้มที่น่าสนใจ:
    • จีนยังคงครองความเป็นเจ้าโลกในห่วงโซ่อุปทานแบตเตอรี่และรถยนต์ไฟฟ้า 
    • กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐานที่เน้นแบรนด์ในประเทศ (Guochao) กำลังมาแรงแทนที่แบรนด์ตะวันตก
    • หุ้นคุณภาพดีราคาถูกยังมีเยอะ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากรัฐบาลในปี 2568 ที่ผ่านมา เน้นไปที่การแก้ปัญหาหนี้ท้องถิ่นและเพิ่มกำลังซื้อ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อภาพรวมในปีนี้ รวมถึงหุ้นกลุ่ม Value Stocks ที่ราคาถูกและมีปันผลดีก็ได้รับอานิสงส์ไปด้วย
  • ประเด็นที่ต้องจับตา:
    • วิกฤติอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่จบ บ้านค้างสต็อกยังสูงมาก ต้องจับตาว่ามาตรการรัฐจะเอาอยู่หรือไม่
    • ความขัดแย้งทางการค้ากับสหรัฐฯ ยังคงกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน อาจต้องติดตามการหารือด้านความร่วมมือระหว่างประเทศต่อไป

ญี่ปุ่น: ยุคฟื้นฟูกลับสู่ความรุ่งเรือง 

ญี่ปุ่นกลายเป็นตลาดที่เซ็กซี่ที่สุดในสายตาต่างชาติ ด้วยการปฏิรูปธรรมาภิบาลที่เข้มข้น

  • อุตสาหกรรมเด่น: กลุ่มยานยนต์ และหุ่นยนต์
  • แนวโน้มที่น่าสนใจ:
    • ญี่ปุ่นยังครองตำแหน่งผู้นำด้านแขนกลและหุ่นยนต์อุตสาหกรรม เพื่อแก้ปัญหาแรงงานขาดแคลน
    • การปฏิรูปตลาดทุนที่เข้มข้น และเป็นไปในทิศทางที่ดี รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นการดึงเงินสดส่วนเกินของบริษัทออกมาจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืน จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่ทำให้ตลาดหุ้นมีโอกาสทำ New High
  • ประเด็นที่ต้องจับตา:
    • ค่าเงินเยนผันผวน การปรับขึ้นดอกเบี้ยของ BOJ จะทำให้เงินเยนแข็งค่า ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้นำเข้าแต่ เป็นผลลบต่อหุ้นส่งออกยักษ์ใหญ่ ของญี่ปุ่น
    • การปรับตัวของบริษัท: ต้องจับตาว่าบริษัทญี่ปุ่นจะรับมือกับต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นได้ไหม หลังจากคุ้นเคยกับดอกเบี้ยเกือบ 0% มานาน
    • ความเสี่ยงทางการเมือง: ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของนโยบายการปฏิรูปธรรมาภิบาลบริษัทที่เคยเป็นตัวชูโรงให้หุ้นญี่ปุ่นพุ่งสูง

ฮ่องกง: ยุคศูนย์กลางการเงินดิจิทัลและประตูสู่เอเชีย

ฮ่องกงกำลังรีแบรนด์ตัวเองจากศูนย์กลางการเงินดั้งเดิม สู่การเป็น ‘Digital Hub’ ของภูมิภาค

  • อุตสาหกรรมเด่น: การเงินและอสังหาฯ
  • แนวโน้มที่น่าสนใจ:
    • หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ของจีนที่จดทะเบียนในฮ่องกง (HSTECH) เริ่มเห็นกำไรที่ชัดเจนขึ้นจากการปรับลดต้นทุน
    • การไหลเข้าของเงินทุนจากชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่ต้องการบริหารความมั่งคั่งในฮ่องกงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น รวมถึงการเชื่อมโยงตลาดหุ้น (Stock Connect) ที่แข็งแกร่งขึ้นและการนำเสนอหุ้นในสกุลเงินหยวน จะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดฮ่องกงอย่างมหาศาลในปี 2569
  • ประเด็นที่ต้องจับตา:
    • ความเสี่ยงอสังหาฯ ในฮ่องกงเองก็ยังกดดันตลาดฮ่องกงในภาพรวม และความที่ดัชนีผูกติดกับจีน ถ้าเศรษฐกิจจีนแผ่นดินใหญ่สะดุด ฮ่องกงจะสะเทือนเป็นที่แรกเสมอ เท่ากับว่าปัจจัยเสี่ยงของจีนก็มีโอกาสกระทบฮ่องกงด้วย

(อ้างอิงข้อมูลจาก: World Federation of Exchanges J.P. Morgan Gurufocus และ Bloomberg) 

คว้าโอกาสลงทุนต่างประเทศกับ Jitta Ranking Alpha 

ตลาดหุ้นแต่ละประเทศ มีข้อดีและความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ถ้าคุณไม่รู้จะลงทุนในตลาดหุ้นประเทศไหนดี กลัวว่าปีนี้ลงประเทศนี้ไปแล้ว ปีหน้ามีประเทศอื่นที่น่าสนใจกว่าแล้วต้องมาคอยนั่งเครียด ตัดสินใจไม่ถูกว่าจะทำยังไงดี

ให้ Jitta Ranking Alpha ช่วยจัดการให้ได้เลย 

เพราะ Jitta Ranking Alpha มี Alpha AI วิเคราะห์เลือกตลาดหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดให้จาก 4 ตลาดหุ้นหลักของโลกอย่าง สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น ฮ่องกง 

โดยไม่ต้องกังวลว่าปีหน้าสถานการณ์เปลี่ยนแล้วจะทำอย่างไร เพราะ Alpha AI จะคอยรีวิวปรับเลือกตลาดหุ้นให้คุณทุกปี 

เมื่อได้ตลาดหุ้นที่มีแนวโน้มดีที่สุดแล้ว จะมี Jitta Ranking AI มาเลือกหุ้นดีราคาเหมาะสม มาจัดพอร์ต พร้อมคอยดูแลปรับพอร์ตหุ้นให้ทุกๆ 3 เดือน 

พิเศษขึ้นไปอีก หากระบบพบว่าตลาดหุ้นทั้งหมดอยู่ในสภาวะที่มีความเสี่ยงสูงเกินไป ระบบจะปรับไปถือสินทรัพย์ที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น Dollar Index ETF เพื่อลดความเสี่ยงของพอร์ตโดยรวม 

และจะประเมินโอกาสลงทุนใหม่ทุก 3 เดือน หากพบตลาดที่เริ่มมีความคุ้มค่า ระบบจะปรับกลไกกลับเข้าถือหุ้นในประเทศนั้นๆ ให้โดยอัตโนมัติ

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่นี่ 

หากสนใจลงทุนกับ Jitta Wealth สามารถติดต่อเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ที่ Line: @JittaWealth โทร. 02-460-8888 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่ายหรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta Wealth เพื่อเปิดบัญชีลงทุน