Global ETF ลงทุนหุ้นสหรัฐฯ เหมือนกัน แต่อุ่นใจกว่า S&P 500 ยังไง?
ไฮไลต์
- Global ETF ยังลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ เป็นสัดส่วนหลัก แต่กระจายไปยังหุ้นประเทศอื่นและตราสารหนี้ เพื่อลดการพึ่งพาตลาดเดียว
- แม้ S&P 500 จะมีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่าในบางช่วง แต่ Global ETF มีความผันผวนต่ำกว่า และช่วยให้ถือพอร์ตระยะยาวได้ง่ายกว่า
- ย้อนหลัง 10 ปี พอร์ต Global ETF แผนเติบโต มีช่วงที่มูลค่าพอร์ตลดลงเกิน 20% เพียง 77 วัน จากประมาณ 3,650 วัน หรือคิดเป็นเพียง 2% ของช่วงเวลาทั้งหมด
- นักลงทุนไม่ต้องคอยปรับพอร์ตเอง เพราะมีการทำ Asset Allocation และ Rebalancing ให้อัตโนมัติ ช่วยให้ลงทุนระยะยาวได้อย่างเป็นระบบ
- หากวันหนึ่งเศรษฐกิจโลกเปลี่ยน และสหรัฐฯ ไม่ใช่ผู้นำอีกต่อไป จะมีทีมผู้จัดการกองทุนคอยวิเคราะห์และพิจารณาปรับสัดส่วนการลงทุนให้เหมาะสมกับสถานการณ์ได้
เมื่อพูดถึงการลงทุนต่างประเทศ หลายคนมักเริ่มต้นจาก S&P 500 เพราะเป็นดัชนีที่รวมบริษัทขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ซึ่งมีธุรกิจชั้นนำระดับโลกอยู่เป็นจำนวนมาก
แต่ Global ETF ก็ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ เป็นสัดส่วนหลักเหมือนกัน เพียงแต่ไม่ได้ฝากเงินทั้งหมดไว้กับตลาดเดียว ประเทศเดียว หรือสินทรัพย์ประเภทเดียว
ในเมื่อทั้งสองพอร์ตต่างก็ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ แล้ว Global ETF ช่วยให้นักลงทุนรู้สึกอุ่นใจกว่า S&P 500 ได้อย่างไร?
ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ แต่กระจายความเสี่ยงมากกว่า
Global ETF โดยเฉพาะแผนเติบโต ซึ่งเป็นแผนแนะนำของ Jitta Wealth ให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯ มากที่สุด เพราะตลาดหุ้นสหรัฐฯ มีขนาดใหญ่และเป็นที่ตั้งของบริษัทชั้นนำที่สร้างรายได้จากทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม พอร์ตไม่ได้ลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ ทั้งหมด แต่กระจายเงินไปยังหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว หุ้นตลาดเกิดใหม่ และตราสารหนี้คุณภาพสูงด้วย
สัดส่วนการลงทุนประกอบด้วย
- หุ้นสหรัฐฯ 56%
- หุ้นประเทศพัฒนาแล้วนอกสหรัฐฯ 16%
- หุ้นตลาดเกิดใหม่ 8%
- ตราสารหนี้ชั้นดีของสหรัฐฯ 20%
นักลงทุนจึงยังได้รับโอกาสเติบโตจากหุ้นสหรัฐฯ แต่มีสินทรัพย์ส่วนอื่นช่วยลดผลกระทบ หากตลาดสหรัฐฯ เผชิญความผันผวนหรือเติบโตได้น้อยลงในบางช่วง
ไม่ได้ฝากอนาคตไว้กับดัชนีเดียวและประเทศเดียว
S&P 500 ลงทุนในบริษัทขนาดใหญ่ประมาณ 500 แห่ง จึงถือว่ามีการกระจายความเสี่ยงในระดับบริษัทและอุตสาหกรรม
แต่บริษัททั้งหมดจดทะเบียนอยู่ในตลาดหุ้นสหรัฐฯ หากเกิดเหตุการณ์ที่กระทบเศรษฐกิจ นโยบาย หรือมูลค่าหุ้นของสหรัฐฯ ทั้งตลาด พอร์ตก็อาจได้รับผลกระทบพร้อมกัน
ขณะที่ Global ETF กระจายความเสี่ยงออกไปทั้งในระดับประเทศ ภูมิภาค และประเภทสินทรัพย์ จึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับทิศทางของ S&P 500 เพียงดัชนีเดียว
การกระจายลักษณะนี้ไม่ได้ทำให้พอร์ตไม่มีวันขาดทุน แต่ช่วยลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และทำให้พอร์ตพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงได้มากกว่า

ความผันผวนเวลาเจอวิกฤติน้อยกว่าดัชนี S&P 500
S&P 500 มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูงกว่า Global ETF ในบางช่วง เพราะลงทุนในหุ้นเต็มสัดส่วนและกระจุกตัวอยู่ในตลาดที่เติบโตได้ดี
แต่ผลตอบแทนที่สูงขึ้นก็มาพร้อมกับความผันผวนที่มากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ที่กระทบตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดยตรง
ตัวอย่างในช่วง Trump’s Liberation Day พบว่า
- Global ETF แผนเติบโต ลดลงประมาณ 8.59%
- S&P 500 ลดลงประมาณ 14.98%
ความผันผวนที่ต่ำกว่าช่วยให้มูลค่าพอร์ตไม่แกว่งแรงเท่าการลงทุนในหุ้นสหรัฐฯ เพียงอย่างเดียว และอาจช่วยลดโอกาสที่นักลงทุนจะตกใจขายพอร์ตในช่วงตลาดปรับฐาน
ใน 3,650 วัน พอร์ตติดลบต่ำกว่า 20% เพียง 2%
จากข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี (Back Test) หรือประมาณ 3,650 วัน Global ETF แผนเติบโต มีวันที่มูลค่าพอร์ตลดลงจากจุดสูงสุดเกิน 20% อยู่ประมาณ 77 วัน
คิดเป็นประมาณ 2% ของช่วงเวลาทั้งหมด หรือเกิดขึ้นรวมประมาณ 7 ช่วง เฉลี่ยช่วงละประมาณ 11 วัน
ช่วงที่พอร์ตลดลงแรงจึงเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก หากไม่ได้เปิดแอปพลิเคชันดูทุกวัน นักลงทุนบางคนอาจแทบไม่ทันสังเกตเห็น โดยเฉพาะผู้ที่ลงทุนมาก่อนและมีผลตอบแทนสะสมอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวเป็นข้อมูลย้อนหลัง ไม่ได้หมายความว่าในอนาคตพอร์ตจะไม่สามารถลดลงเกิน 20% ได้ นักลงทุนยังต้องยอมรับว่าการลงทุนมีความผันผวนและอาจขาดทุนได้ในบางช่วง
มีระบบอัตโนมัติคอยดูแล ไม่ต้องปรับพอร์ตเอง
Global ETF ไม่ได้ลงทุนใน ETF หุ้นโลกเพียงกองเดียว แต่แยกลงทุนในแต่ละภูมิภาคและสินทรัพย์ เพื่อให้สามารถควบคุมสัดส่วนได้อย่างเหมาะสม
อัลกอริทึมของ Jitta Wealth จะทบทวนว่าสัดส่วนหุ้นสหรัฐฯ หุ้นประเทศอื่น และตราสารหนี้ยังเหมาะสมกับผลตอบแทนและระดับความเสี่ยงที่กำหนดไว้หรือไม่
หากสินทรัพย์บางส่วนเพิ่มขึ้นหรือลดลงจนสัดส่วนระหว่าง ETF หุ้น และตราสารหนี้คลาดเคลื่อนเกิน 5% ระบบจะช่วยปรับพอร์ตกลับไปยังสัดส่วนเดิม รวมถึงในกรณีที่คุณ DCA สม่ำเสมอ ระบบจะนำเงิน DCA รอบใหม่ไปกระจายลงทุนให้อย่างเหมาะสม
นักลงทุนจึงไม่ต้องคำนวณเองว่าควรซื้อประเทศใดเพิ่ม ควรขายหุ้นไปซื้อตราสารหนี้เมื่อไร หรือควรเปลี่ยน ETF ตัวไหนเมื่อโครงสร้างเศรษฐกิจโลกเปลี่ยนไป
ยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
ไม่มีใครตอบได้ว่าสหรัฐฯ จะยังเป็นตลาดหุ้นที่ใหญ่และโดดเด่นที่สุดในอีก 10 หรือ 20 ปีข้างหน้าหรือไม่
หากวันหนึ่งบทบาทของสหรัฐฯ ลดลง ขณะที่จีนหรือประเทศอื่นมีขนาดตลาดและศักยภาพเพิ่มขึ้น Global ETF สามารถทบทวนและค่อยๆ ปรับสัดส่วนการลงทุนตามสถานการณ์ได้
การเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจโลกมักไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ค่อยๆ สะท้อนผ่านหลายปัจจัย เช่น
- ขนาดและการเติบโตของเศรษฐกิจ
- มูลค่าของตลาดหุ้น
- ผลประกอบการของบริษัท
- กระแสเงินลงทุนทั่วโลก
- ผลตอบแทนและความเสี่ยงของแต่ละสินทรัพย์
นักลงทุนจึงไม่ต้องคาดเดาเองว่าควรขายหุ้นสหรัฐฯ เมื่อไร หรือประเทศใดจะขึ้นมาเป็นผู้นำรายต่อไป เพราะมีทีมผู้จัดการกองทุนคอยติดตามและทบทวนสัดส่วนการลงทุนอย่างสม่ำเสมอ เพื่อคอยดูให้ระบบการทำงานอัตโนมัติเป็นไปตามหลักเกณฑ์ และแผนการลงทุนที่เหมาะสม
สรุป Global ETF อุ่นใจกว่า S&P 500 อย่างไร
Global ETF ไม่ได้ให้ผลตอบแทนสูงกว่า S&P 500 ในทุกช่วงเวลา และไม่ได้ป้องกันการขาดทุนได้ทั้งหมด
จุดเด่นคือยังได้รับโอกาสเติบโตจากหุ้นสหรัฐฯ แต่ไม่ต้องฝากอนาคตทั้งหมดไว้กับประเทศและดัชนีเดียว
- กระจายไปยังหุ้นหลายภูมิภาคและตราสารหนี้
- มีจุดต่ำสุด (Maximum Drawdown) ต่ำกว่าในบางช่วงที่ตลาดสหรัฐฯ ผันผวน
- มีการควบคุมสัดส่วนด้วยการกระจายสินทรัพย์ (Asset Allocation) และปรับพอร์ต (Rebalancing)
- มีทีมผู้จัดการกองทุนคอยทบทวนสัดส่วนการลงทุน
สำหรับคนที่เชื่อในศักยภาพของหุ้นสหรัฐฯ แต่ไม่ต้องการรับความเสี่ยงจากตลาดเดียวเต็มๆ Global ETF จึงเป็นทางเลือกที่ช่วยให้ลงทุนระยะยาวได้อย่างเป็นระบบและอุ่นใจมากขึ้น
สนใจลงทุนใน Global ETF ติดต่อเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ที่ LINE: @JittaWealth โทร. 02-460-8888 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta Wealth เพื่อเปิดบัญชีลงทุน
ดูวิดีโอ ลงทุน S&P 500 อย่างเดียว เสี่ยงเกินไปไหม? เฉลย ETF ที่คนรวยใช้กัน! ได้ที่นี่
ผู้เขียน
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนจิตตะ เวลธ์ จำกัด ให้บริการบริหารจัดการกองทุนส่วนบุคคลสำหรับผู้ลงทุนรายย่อย ซึ่งได้รับใบอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ใบอนุญาตเลขที่ ลค-0105-01