All Category

7 สไตล์การลงทุนยอดนิยม เลือกแบบไหนให้สร้างเงินล้านได้จริง

peat 4 มีนาคม 2026

ไฮไลต์

  • 7 สไตล์การลงทุนยอดนิยม ได้แก่ 1. ลงทุนแบบเน้นคุณค่า 2. ลงทุนในบริษัทที่เติบโตเร็ว 3. ลงทุนแบบตามกระแส 4. ลงทุนแบบสวนกระแส 5. ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด 6. ลงทุนแบบพยายามเอาชนะตลาด 7. การลงทุนแบบอิงผลตอบแทนตลาด
  • ทุกสไตล์การลงทุนสามารถพาคุณถึงเป้าหมายเงินล้านได้ แต่การเลือกแนวทางที่เหมาะกับนิสัย ความเสี่ยงที่รับได้ คือกุญแจที่จะทำให้คุณอยู่ในตลาดได้นานพอจนผลตอบแทนทบต้นสู่เป้าหมายได้สำเร็จ

แม้เป้าหมายการลงทุนหลักๆ แล้วคือการทำให้เงินเติบโต งอกเงย แต่การจะไปถึงเป้าหมายนั้น ก็มีหลายวิธี หลายเส้นทาง 

บทความนี้จะพามารู้จักสไตล์การลงทุนยอดนิยม ที่นักลงทุนทั่วโลกใช้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อให้คุณได้เลือกเส้นทางปั้นพอร์ต สร้างเงินล้านในแบบที่มีประสิทธิภาพและเข้ากับคุณมากที่สุด

ภาพ 7 สไตล์ลงทุน คุณเป็นแบบไหน? ของ Jitta Wealth 1. ลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) เน้นลงทุนบริษัทที่มีธุรกิจแข็งแกร่ง แข่งขันได้ แต่ราคาหุ้นในตลาดยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง 2. ลงทุนในบริษัทที่เติบโตเร็ว (Growth Investing) เน้นลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยี AI หรือ Health Care ยอมซื้อหุ้นแพง 3. ลงทุนตามกระแส (Momentum Investing) ไม่เน้นปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจ แต่สนใจว่า ‘ราคากำลังจะไปทางไหน’ 4.ลงทุนแบบสวนกระแส (Contrarian Investing) เชื่อว่าตลาดมักจะเหวี่ยงเกินจริงเสมอ ‘กล้า’ ในวันที่คนอื่นกลัว ‘ระมัดระวัง’ ในวันที่ทุกคนมั่นใจ 5.ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด (Income Investing) ไม่ได้หวังรวยจากการที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น แต่เน้นการรับเงินปันผลหรือดอกเบี้ยสม่ำเสมอ 6.ลงทุนแบบพยายามเอาชนะตลาด (Active Investing) พยายามหาข้อมูล วางแผนปรับพอร์ตเพื่อทำผลตอบแทนให้ได้มากกว่าตลาด 7. ลงทุนแบบอิงตลาด (Passive Investing) เน้นถือยาว เชื่อมั่นในการเติบโตของตลาด การกระจายความเสี่ยงที่หลากหลายและมีค่าธรรมเนียมต่ำ แต่ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนสไตล์ไหน ก็เลือกพอร์ตที่เหมาะกับตัวเองได้ที่ Jitta Wealth สนใจลงทุน ปรึกษาเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนได้ ฟรี!  Line: @JittaWealth

สไตล์การลงทุนยอดนิยมมีอะไรบ้าง?

จากวิธีการลงทุน เทคนิคต่างๆ ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย Jitta Wealth ขอจำแนกออกมาเป็น 7 สไตล์ที่มองว่านักลงทุนนิยมใช้กันมากที่สุด

1. ลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing) 

สไตล์นี้คือการมองหา ‘หุ้นดีราคาถูก’ โดยเน้นบริษัทที่มีธุรกิจแข็งแกร่ง แข่งขันได้ แต่ราคาหุ้นในตลาดยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง นักลงทุนสายนี้เชื่อว่า แม้ระยะสั้นตลาดจะเต็มไปด้วยอารมณ์ แต่ในระยะยาวมูลค่าที่แท้จริงจะสะท้อนออกมาเสมอ 

พวกเขาจะไม่ตื่นเต้นกับหุ้นที่ขึ้นแรงชั่วคราว แต่จะมองลึกไปถึงความสามารถในการทำกำไรและข้อได้เปรียบในอีก 10 ปีข้างหน้า

2. ลงทุนในบริษัทที่เติบโตเร็ว (Growth Investing) 

เน้นลงทุนในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เช่น เทคโนโลยี, AI หรือ Health Care สายนี้เชื่อว่า ถ้ายอมซื้อหุ้นที่ดูเหมือนแพงในวันนี้ ในอนาคตเมื่อบริษัทเติบโต ราคาที่ซื้อมาจะกลายเป็นของถูกทันที แต่ต้องแลกมาด้วยความผันผวนที่สูงมาก เพราะหุ้นที่ขึ้นแรงก็มีโอกาสตกแรงได้เช่นกัน

3. ลงทุนแบบตามกระแส (Momentum Investing) 

ไม่เน้นปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจ แต่สนใจว่า ‘ราคากำลังจะไปทางไหน’ เป็นการลงทุนแบบล้อไปตามแนวโน้มของตลาด อาจได้ผลตอบแทนเร็ว แต่ก็เสี่ยงสูงมาก 

หากลงทุนหุ้นที่โตเพราะกระแส พอถึงจุดอิ่มตัว กลุ่มคนที่ลงทุนแรกๆ เริ่มขายทำกำไร แล้วคุณปรับพอร์ตออกมาไม่ทันก็อาจเจ็บหนัก สไตล์นี้เหมาะกับคนที่รับความเสี่ยงได้สูงเป็นพิเศษ และต้องมีเวลาเฝ้าติดตามตลาดอย่างใกล้ชิด

4. ลงทุนแบบสวนกระแส (Contrarian Investing) 

หรือที่เรียกกันว่า ‘ชาวสวน’ สายนี้เชื่อว่าตลาดมักจะเหวี่ยงเกินจริงเสมอ พวกเขาจะ ‘กล้า’ ในวันที่คนอื่นกลัว และจะ ‘ระมัดระวัง’ ในวันที่ทุกคนมั่นใจ 

สไตล์นี้ไม่เหมาะกับคนใจอ่อน เพราะคุณอาจจะต้องดูเหมือนเป็นคนที่คิดผิดอยู่พักใหญ่เลยทีเดียว กว่าที่ตลาดจะหันมายอมรับว่าคุณคิดถูก

5. ลงทุนเพื่อกระแสเงินสด (Income Investing) 

สไตล์นี้ไม่ได้หวังรวยจากการที่ราคาหุ้นปรับตัวสูงขึ้น แต่เน้นการรับ ‘เงินปันผลหรือดอกเบี้ย’ อย่างสม่ำเสมอ เป็นการให้เงินทำงานแทน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการรายได้ประจำ หรือผู้ที่ใกล้เกษียณอายุการทำงาน

6. ลงทุนแบบพยายามเอาชนะตลาด (Active Investing) 

ผู้ที่เลือกสไตล์นี้จะต้องใช้ความรู้และปรับพอร์ตการลงทุนอยู่เสมอเพื่อเอาชนะตลาด ต้องมีความเข้าใจในเศรษฐกิจ วัฏจักรตลาด และภาพรวมระดับมหภาคอย่างลึกซึ้ง แม้จะมีโอกาสได้ลุ้นผลตอบแทนที่สูง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการใช้เวลาและพลังงานทางจิตใจอย่างมาก

7. การลงทุนแบบอิงผลตอบแทนตลาด (Passive Investing) 

เชื่อมั่นในการเติบโตของตลาด เน้นการกระจายความเสี่ยงที่หลากหลายและมีค่าธรรมเนียมต่ำ สไตล์นี้ไม่พยายามกะเก็งจังหวะหรือเอาชนะตลาดในระยะสั้น จึงเหมาะกับคนที่ไม่มีเวลา ไม่อยากเครียด และเชื่อมั่นในพลังของวินัยการลงทุนระยะยาว

เลือกลงทุนแบบไหนถึงจะสร้างเงินล้านได้จริง?

สไตล์การลงทุนทั้ง 7 แบบ สามารถพาคุณไปถึงเป้าหมายเงินล้านได้ แค่คุณต้องเลือกให้ถูกจริตกับตัวเอง 

หากคุณเป็นคนรับความเสี่ยงได้น้อย ไม่ชอบอะไรที่ตื่นเต้น แต่ดันไปลงทุนในบริษัทที่โตเร็ว ซึ่งบางช่วงเวลาอาจมีความผันผวนระยะสั้น เหวี่ยงแรงๆ จนคุณรับไม่ไหว ตัดสินใจขายขาดทุน ก่อนที่หุ้นตัวนั้นจะแสดงศักยภาพการเติบโตที่แท้จริง 

ซึ่งนอกจากคุณจะขาดทุนแล้ว คุณอาจไม่กล้ากลับเข้าไปลงทุนอีก ทำให้พลาดโอกาสที่เงินจะได้เติบโตไปอย่างน่าเสียดาย

การลงทุนที่ดีที่สุด จึงไม่ใช่การเลียนแบบคนที่เก่งที่สุด แต่คือ ‘การลงทุนที่เข้าใจตัวเองให้มากที่สุด’ เป้าหมายของการลงทุนคือการทำให้คุณสามารถต่อยอดความมั่งคั่งได้โดยไม่ต้องฝืนตัวเอง ไม่ต้องคอยคาดเดาตลาด และไม่ต้องเครียดกับการตัดสินใจรายวัน หากคุณรู้ว่าคุณเป็นใครและเลือกวิธีที่ใช่ ตลาดก็จะไม่สามารถทำร้ายคุณได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน


เลือกการลงทุนที่ใช้ ปั้นพอร์ตเงินล้านไปกับ Jitta Wealth 

การเลือกสไตล์การลงทุนที่สอดคล้องกับความต้องการของคุณ จะช่วยให้คุณอยู่กับตลาดได้นาน ซึ่งความสม่ำเสมอนั้นสำคัญกว่าการเลือกหุ้นถูกเพียงไม่กี่ครั้ง หากคุณรู้แล้วว่าตัวเองเป็นนักลงทุนแบบไหน สามารถเลือกเครื่องมือที่ตอบโจทย์ได้ ดังนี้

  • สายลงทุนแบบเน้นคุณค่า (Value Investing): สามารถเลือกลงทุนผ่านนโยบาย Jitta Ranking ที่มี Jitta Ranking AI คอยเลือกหุ้นคุณภาพดี ในราคาที่เหมาะสมมาจัดพอร์ตให้ พร้อมกับคอยปรับพอร์ตหุ้นให้อัตโนมัติทุกๆ 3 เดือน ซึ่งคุณสามารถเลือกลงทุนได้ถึง 9 ตลาดชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็น หุ้นสหรัฐฯ จีน เวียดนาม ฮ่องกง ญี่ปุ่น ไทย เทคโนโลยีสหรัฐฯ หุ้นสุขภาพสหรัฐฯ หุ้นเทคโนโลยีจีน 

หรือถ้าไม่รู้จะลงทุนตลาดหุ้นไหนดี สามารถลงทุน Jitta Ranking Alpha ที่จะมี Alpha AI คอยรีวิวเลือกตลาดหุ้นที่น่าลงทุนที่สุดให้ทุกปี โดยเลือกจาก 4 ตลาดหลักของโลกอย่าง สหรัฐฯ จีน ญี่ปุ่น และฮ่องกง ก่อนจะให้ Jitta Ranking AI คัดเลือกหุ้นมาจัดพอร์ตให้อัตโนมัติ

  • สายลงทุนในบริษัทที่เติบโตเร็ว (Growth Investing): สามารถเลือกลงทุนผ่านนโยบาย Thematic ที่มีธีมเมกะเทรนด์อนาคตไกลให้เลือกถึง 27 ธีม ไม่ว่าจะเป็นธีมเทคโนโลยี AI ไซเบอร์ซีเคียวริตี้ หรือยานยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น

โดยคุณสามารถเลือกธีมมาจัดพอร์ตเองได้ใน Thematic DIY หรือจะให้ AI คอยเลือกธีมเมกะเทรนด์ที่มีแนวโน้มดีที่สุดในช่วงนั้นๆ ให้ผ่านการลงทุนใน Thematic Optimize

  • สายลงทุนแบบอิงผลตอบแทนตลาด (Passive Investing): สามารถเลือกลงทุนแบบสะสม (DCA) ผ่านนโยบาย Global ETF ที่กระจายความเสี่ยงทั่วโลกผ่าน ETF หรือ Omni Fund ซึ่งกระจายลงทุนทั่วโลกผ่านกองทุนรวม 

ทั้ง 2 เป็นนโยบายที่เน้นกระจายความเสี่ยงครอบคลุมค่อยๆ เติบโตระยะยาวตามเศรษฐกิจโลก เหมาะสำหรับนักลงทุนสาย Passive ที่เน้นความเสถียรไม่หวือหวา

สนใจลงทุนกับ Jitta Wealth ติดต่อเจ้าหน้าที่แนะนำการลงทุนของเราได้ที่ Line: @JittaWealth โทร. 02-460-8888 ปรึกษาฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย

หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน Jitta Wealth เพื่อเปิดบัญชีลงทุน


รับชมวิดีโอเกี่ยวกับ 7 สไตล์การลงทุน ได้ที่นี่